Square Enix เผยบทสัมภาษณ์พิเศษของ Takashi Tokita และ Yoshinori Kitase เพื่อฉลองครบรอบ 35 ปีของ Final Fantasy IV และครบรอบ 25 ปีของ Final Fantasy X โดยทั้งสองได้ย้อนเล่าถึงเบื้องหลังการพัฒนาเกม ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่เครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ รวมถึงเรื่องราวที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนในช่วงพัฒนาเกมทั้งสองภาค
Tokita เปิดเผยว่า Final Fantasy IV เริ่มพัฒนาตั้งแต่ช่วงปลายปี 1989 โดยเดิมทีวางแผนจะลงเครื่อง Famicom ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Super Famicom ระหว่างการพัฒนา ส่งผลให้ทีมต้องปรับโครงสร้างเกมใหม่เพื่อใช้ประโยชน์จากฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ เช่น เอฟเฟกต์ Mode 7 ที่กลายมาเป็นจุดเด่นของฉากเปิดเกม นอกจากนี้ทีมยังต้องรับมือกับข้อจำกัดด้านความจุ ROM ทำให้เนื้อเรื่องที่เตรียมไว้สามารถใส่ลงเกมได้เพียงประมาณหนึ่งในสี่ของแผนเดิม
Kitase ซึ่งเพิ่งเข้าร่วม Square ในปี 1990 เล่าย้อนถึงสภาพแวดล้อมการพัฒนาเกมในยุคนั้นว่า ทุกอย่างต้องจัดการด้วยตนเอง ตั้งแต่การกำหนดตำแหน่งข้อมูลในหน่วยความจำ การจัดการบั๊ก ไปจนถึงการเขียนคำสั่งควบคุมเหตุการณ์ในเกมด้วยตัวเลขทั้งหมด ก่อนที่ทีมจะค่อย ๆ พัฒนาเครื่องมือภายในเพื่อให้การสร้างเกมสะดวกขึ้น

ทั้งคู่ยังเล่าถึงบรรยากาศการทำงานในยุคแรกของ Square ซึ่งมีทีมพัฒนาเพียงราว 40 คน ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี และมักใช้เวลาหลังเลิกงานเล่นเกมหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียร่วมกัน โดย Tokita ยังเผยว่าเขาได้รู้จัก Tetsuya Nomura ตั้งแต่ช่วงช่วยกันทดสอบบั๊กของ Final Fantasy IV ขณะที่ Kitase เล่าว่า Nomura มักเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อเรื่องตั้งแต่สมัยพัฒนา Final Fantasy V
สำหรับ Final Fantasy X Kitase ระบุว่าโครงการเริ่มต้นหลังการพัฒนา Final Fantasy VIII สิ้นสุดลง และถูกสร้างขึ้นสำหรับ PlayStation 2 ตั้งแต่แรก ทีมเลือกเปลี่ยนแนวทางจากโลกไซไฟของภาคก่อน ๆ มาเป็นแฟนตาซีที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันออก หลังมองว่ากระแสแฟนตาซีกำลังกลับมาได้รับความนิยมในช่วงที่ภาพยนตร์ The Lord of the Rings กำลังอยู่ระหว่างการสร้าง
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของ Final Fantasy X คือการสร้างทีมพัฒนาชุดใหม่ เนื่องจากบุคลากรหลายคน รวมถึง Tetsuya Nomura ถูกย้ายไปพัฒนา Kingdom Hearts ทำให้ต้องผลักดันทีมงานรุ่นใหม่ขึ้นมารับผิดชอบงานด้านโมเดลตัวละคร ฉาก และกราฟิกสามมิติ นอกจากนี้ทีมยังต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ระหว่างการเลือกใช้สีที่มากขึ้นหรือเพิ่มความละเอียดของภาพ ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ความละเอียดสูงเพื่อให้เหมาะกับมาตรฐานของเกมยุค PlayStation 2
Kitase ยังเผยว่า Final Fantasy X ถือเป็นภาคแรกของซีรีส์ที่ใช้เสียงพากย์เต็มรูปแบบ ซึ่งในเวลานั้น Square ยังไม่มีประสบการณ์ด้านการบันทึกเสียง ทีมงานจึงต้องจัดออดิชันนักพากย์ด้วยตัวเอง และในหลายฉากยังให้นักพากย์หลายคนเข้าห้องอัดพร้อมกันเพื่อให้การโต้ตอบระหว่างตัวละครเป็นธรรมชาติที่สุด
ช่วงท้ายของบทสัมภาษณ์ ทั้ง Tokita และ Kitase เห็นตรงกันว่า สิ่งที่เป็นหัวใจของซีรีส์ Final Fantasy คือการกล้าทดลองสิ่งใหม่ในทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นระบบเกม เทคโนโลยี หรือการนำเสนอรูปแบบใหม่ ๆ โดยทั้ง Final Fantasy IV และ Final Fantasy X ต่างเป็นผลงานสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางของซีรีส์ในยุคของเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ และมีอิทธิพลต่อวงการเกมในช่วงเวลานั้นอย่างมาก
Source: na.finalfantasy
© GAMGON GAGGAME. All Rights Reserved. Design by HTML Codex